เสียงธรรมจากห้อง “เมตตาภิรมย์กรรมฐาน”
วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568
เรื่อง วิปัสสนาญาณ อสุภะสัญญาตัดกายบนพระนิพพาน
โดย อาจารย์ คณานันท์ ทวีโภค
กำหนดสติในความรู้สึกตัวทั่วพร้อมกำหนดรู้ทั่วร่างกาย พร้อมกับความรู้สึกที่เราปล่อยวางผัสสะที่เกี่ยวข้องกับร่างกายออกไป ผ่อนคลายกายกล้ามเนื้อทุกส่วน ปล่อยวางความรู้สึกความเกาะเกี่ยว ความสนใจในกายออกไปผ่อนคลายปล่อยว่างจนจิตเข้าถึงความสงบเบา ยิ่งวางกายยิ่งสงบ ยิ่งวางกายยิ่งสบาย กำหนดรู้ในอารมณ์ที่สบายจากการปล่อยวางกาย ทรงสภาวะแห่งการปล่อยวางร่างกาย กำหนดรู้อยู่แต่ความสงบ ความสบาย ทรงสภาวะนี้ไว้สอนจิตของเราให้กำหนดรู้ ว่าเมื่อไหร่เราปล่อยวางจากกาย เราปลงกายได้ เราละวางกายได้ จิตย่อมเข้าถึงความสงบ ความสบาย พันธนาการหรือกรงที่กักขังจิตของเรา บดบัง ปิดบัง ศักยภาพของจิตก็คือกายขันธ์ 5 เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราเพียงแค่เป็นจิตที่มาอาศัยกายเนื้อกายหยาบนี้เท่านั้น เมื่อเราแยกจิตจากกายหยาบ แยกจิตอาทิสมานกายจากกายเนื้อ แยกรูปแยกนามจนเข้าถึงสภาวะที่จิตเกิดปัญญารู้แจ้งเข้าใจในร่างกายขันธ์5และจิตปล่อยวางกายได้ ละวางกายได้ เราก็สามารถใช้ศักยภาพของจิต ใช้ศักยภาพของกายทิพย์ได้เต็มกำลังมากกว่าคนที่เค้ายังไม่สามารถปลง ไม่สามารถวาง ไม่สามารถที่จะแยกกายแยกจิตได้ ผ่อนคลายปล่อยวางเข้าสู่ความสงบเบา วางให้ลง ปลงให้สงบ เมื่อจิตวางกายได้แล้วเข้าถึงสภาวะของความสงบเราก็เดินจิตเข้าสู่ฌานสมาธิ กำหนดในลมหายใจละเอียดเบา กำหนดรู้ในลมตลอดสายตลอดทั้งกองลม จินตภาพเห็นลมหายใจเป็นเหมือนกับแพรวไหมพลิ้วผ่านเข้าออกระยิบระยับ ลมหายใจละเอียดเบาเป็นปราณ ลมหายใจละเอียดเบาเป็นอนุภาค อันมีความเป็นทิพย์ลมหายใจเป็นประกายระยิบระยับ ลมหายใจเป็นกสิณลม ลมหายใจเป็นปราณ กำหนดเห็นลมหายใจพริ้วผ่านเข้าออก ยิ่งละเอียดเบา จิตยิ่งเข้าสู่ความสงบเย็น ลมหายใจยิ่งละเอียด ยิ่งเห็นเวทนาคืออารมณ์ที่มีความเบา ความสบาย เมื่อจิตมีความสบาย เสวยเวทนาเป็นอารมณ์ของจิต จิตก็ย่อมมีความผ่องใส
ความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างกาย เวทนา จิต ธรรม เรามีสติกำหนดรู้กายเพื่อวางกาย เรามีสติกำหนดรู้เวทนาเพื่อเลือกคัดสรรกำหนดรู้ว่า เวทนาใดเป็นสุข เวทนาใดเป็นทุกข์ เวทนาใดที่ปรากฏขึ้นมันมีความหนัก เวทนาใดที่เกิดขึ้นแล้วมันมีความเบา และความสัมพันธ์ระหว่างเวทนากับจิต เรากำหนดสติ รู้ในจิตธรรมชาติของจิตก็คือเสวยอารมณ์ เวทนาก็คืออารมณ์ความสบาย ความทุกข์ความหนัก ความเหนื่อย สิ่งที่ปรากฏเป็นเวทนานั้นเมื่อเกิดขึ้นกับกายมันก็มาเกิดขึ้นกับใจของเราเวทนานั้นมันมีทั้งเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายแล้วก็ เวทนาที่เกิดขึ้นกับจิต เวทนาเมื่อเกิดขึ้นกับกาย ถ้ามันเป็นความทุกข์ เวทนาที่เกิดขึ้นกับจิตมันก็มีความหนัก เมื่อจิตเสวยอารมณ์ที่มันมีความทุกข์ ความหนัก จิตนั้นมันก็มีความเศร้าหมองแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเวทนาที่มันเป็นความสุข เป็นความเบา เป็นความสบาย จิตมันก็มีความผ่องใส จิตมันก็พลอยมีกำลัง
ดังนั้นเวทนานั้นเรากำหนดที่รู้จักจะรักษา กำหนดรู้รักษาจิตให้สบายรักษาใจให้เป็นสุข เพราะจิตเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขเสวยอารมณ์ที่ผ่องใส เสวยอารมณ์ที่เป็นกุศลจิตมันก็พลอยมีความสว่าง จิตก็พลอยมีกำลัง จิตก็เกิดจิตตานุภาพแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจ่อมจมอยู่กับอารมณ์หรือเวทนาที่เป็นความทุกข์ หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่เป็นนิวรณ์หมกมุ่นขุ่นคิดเกาะกับร่างกาย เกาะในเวทนา ไม่วาง ไม่ปล่อย มันก็เกิดความทุกข์ ความทุกข์จากกายมันก็พลอยมาเกิดขึ้นกับจิตจิตมันก็มีความเศร้าหมอง แต่สำหรับคนที่สามารถแยกเวทนาที่เกิดจากกาย วิธีการแยกเวทนาที่เกิดขึ้นจากกายจะจากความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ดี ความเหนื่อยเมื่อยล้าต่างๆก็ดี เมื่อไหร่ก็ตามที่เราฝึกแยกกายแยกจิตคือผ่อนคลายและทิ้งกายปล่อยวางไม่สนใจกับกาย จิตมันก็ได้พักมันก็ไม่ทุกข์และสิ่งสำคัญที่ก็คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เราแยกกายแยกจิตออกมาไม่ไปเพ่งไม่ไปจดจ่อไม่ไปสนใจกับอาการที่มันเกิดขึ้นกำหนดรู้ว่ามันเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ เมื่อไหร่ที่เรากำหนดรู้ว่ามันเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติของสังขารร่างกายนี้ ว่า
1.มันมีความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา
2.มันมีความแก่ความเสื่อมเป็นธรรมดา
3.มันมีความตายเกิดขึ้นเป็นธรรมดาทั้งในระดับเซลล์คือเซลล์มันตายกันทุกวินาทีจนกระทั่งถึงร่างกายขนาดใหญ่คือขันธ์5กายเนื้อ ทั้งกายนี้ในที่สุดมันก็ต้องตาย
เมื่อไหร่ที่อารมณ์ที่เราพิจารณาเพื่อตัดวางร่างกายแบบนี้เกิดขึ้นภาษาธรรมะก็เรียกว่าสังขารุเปกขาญาณคือจิตยอมรับความเป็นจริงในความไม่เที่ยงในสังขารร่างกายจนจิตเกิดอุเบกขาคือวางเฉยไม่สนใจมัน ไม่ไปปรุง ไม่ไปเกาะ ไม่ไปยึด ไม่ไปจ่อมจมอยู่กับอาการที่เกิดขึ้นความเสื่อม ความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือแม้แต่กระทั่งความตายคือทิ้งกายได้ ตัดกายได้ ปล่อยวางร่างกายได้ ตรงนี้เกิดจากการพิจารณาธรรมะ เราพิจารณาดูว่า สิ่งต่างๆนี้มันเป็นธรรมชาติเกิดการเรียนรู้ เกิดปัญญา สิ่งใดที่เราไปเพ่งไปสนใจ เราก็กำลังขณะขยายขนาด อารมณ์ปวดเรายิ่งเพ่งก็ยิ่งปวด วิธีการจะไม่ปวดก็คือกำหนดรู้ว่าอาการปวดนี้ก็เพราะว่าเราไปยึดมันไปเพ่งก็คือไปยึดดังนั้นจะหมดทุกข์จากร่างกายนี้ได้ก็คือ 1.ไม่ต้องไปเพ่งมัน คือผ่อนคลายแล้วก็ปล่อยวางไม่สนใจอาการเวทนาที่เกิดขึ้นกับกาย มาสนใจอยู่กับจิตนิมิตของจิตที่เป็นเพชรประกายพรึกที่มีความผ่องใส พอเราทิ้งกายแยกกายแยกจิตมาสนใจกับจิตไม่สนใจร่างกายขันธ์ 5 พอมาสนใจจุดนี้ได้จิตที่มันจะไปเสวยความรู้สึกอารมณ์ความปวดความทุกข์มันก็คลายก็เรียกว่าเราสามารถแยกหนีเวทนาออกมา เวทนาที่เป็นความทุกข์ทางร่างกาย ภาษาธรรมะกับภาษาพูดเวลาที่พูดถึงเวทนาเราก็จะมักหมายถึงอารมณ์ที่เป็นทุกข์ แต่ที่จริงในปราสาทธรรมะนั้นมีทั้งทุกขเวทนาแล้วก็สุขเวทนา สุขเวทนาก็คือความผ่องใส แยกกาย แยกจิตได้ พอมันมาปรากฏแต่จิตมันไม่มีความสนใจความห่วงกายมาปรากฏนิวรณ์ 5ป ระการมันเบาบางลง จิตมันก็มีความผ่องใส ทิ้งกายได้มันก็กลายเป็นสุขเวทนา หรืออย่างที่เราฝึกตั้งแต่ต้นเริ่มผ่อนคลายทิ้งกายได้จิตมันก็เบามันก็เป็นสุข ทิ้งกายตั้งแต่ต้นก็คือเราตัดขันธ์ 5 ร่างกายตั้งแต่ต้นพอมาพิจารณาตัดร่างกายละเอียดขันธ์ 5 ที่เราตัดให้เป็นละเอียดก็คือพิจารณาตั้งแต่
1. อสุภสัญญาเห็นสภาวะของความเสื่อม ความเน่าเปื่อย ความสลายตัว ความเป็นซากศพในลักษณะอาการต่างๆให้จิตของเรานั้นเกิดปัญญาความเข้าใจ จนจิตเราไม่มีความยินดีในขันธ์ 5 ร่างกาย เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายึด เกาะ หลงอยู่กับกายขันธ์ 5 อารมณ์ความยึดความเกาะความหลงในขันธ์ 5 พึงพอใจในการมีขันธ์ 5 มันก็เป็นภวะตัณหาที่ดึงให้จิตนี้ยังปรารถนาซึ่งการมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ด้วยเหตุนี้พระอริยเจ้าท่านถึงฝึกปฏิบัติในการตัดร่างกายขันธ์ 5 เป็นหลัก ตัดกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ในลักษณะอาการต่างๆนั่นตั้งแต่อสุภะสัญญาความเป็นธาตุทั้ง 4 อาการทั้ง32 หรือการพิจารณาในการม้างกาย คำว่าม้างกายเป็นภาษาที่ครูบาอาจารย์สายอีสานท่านเป็นศัพท์คำว่า ม้างกายคือแยกกายออกเป็นกองก็คืออาการทั้ง32 ถอดกายออกมาดูว่า ผมมากองไว้ 1 กอง ขนมากองไว้ 1 กอง เล็บมากองไว้ ฟันมากองไว้ หนังลอกเป็นแผ่นทั้งตัวมากองไว้ เอามันสมองออกมากองไว้อวัยวะแต่ละส่วน ปอด ตับ ไต ไส้ ม้าม กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ เอามากองไว้ให้หมดพอเอามากองเราก็ไม่ได้กองเพื่อดูเฉยๆมาพิจารณาต่อว่า ไอ้ของสิ่งนี้กองเนื้อกองนี้ กองของเหลวกองนี้พอออกมาพอแยกออกมาเรายังยึดว่าเป็นตัวเราของเรามั้ย
พิจารณาว่าพอแยกออกมาแล้ว เอาง่ายที่สุดน้ำลายเวลาอยู่ในปากเราสามารถกลืนกินได้ ไม่รู้สึกรังเกียจ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่น้ำลายนั้นมันร่วง คือหลุดออกมาจากปากของเรา จะอยู่ที่พื้นหรือบ้วนลงแก้ว น้ำลายที่ปกติเรากลืนได้เวลาที่มันอยู่ในปาก ถึงเวลาเราบ้วนมาเก็บไว้บนแก้ว ให้เรากลับมากลืนน้ำลาย คือเอาน้ำลายในแก้วที่บ้วนออกมาแล้วกลืนทั้งแก้วนั้น เรากลืนได้มั้ย หรือเลือดเวลาที่มันอยู่ในร่างกายเรา เรามีความรู้สึกว่ามันเป็นของมีค่าเพราะมันคือของเหลวที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ชีวิต เซลล์ เราอยู่ แต่คราวนี้เมื่อไหร่ที่เลือดมันไหลออกมามันไม่สามารถใช้การได้ คือเอากลับเข้าไปในร่างไม่ได้ เรารู้สึกว่าเลือดนั้นมันเป็นของเลอะเทอะ สกปรก ดูน่ากลัวน่าเกลียด สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ให้เรามองว่าอันที่จริงมันก็อยู่ในกายในขันธ์ 5 นี้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามสิ่งใดที่มันพ้นออกมาจากกาย สิ่งนั้นมันก็กลายเป็นอสุภะ กลายเป็นของไม่สะอาด กลายเป็นของสกปรกด้วยกันทั้งสิ้น ผมเวลาอยู่บนศีรษะเรารู้สึกว่ามันงามสลวย มันสวยงาม เราอยากบำรุง เราอยากหวี แต่พอถึงเวลาผมที่มันล่วงหล่นลงมาแล้ว เรารู้สึกว่าเมื่อผมมันล่วงหล่นมาบนเสื้อผ้าอาภรณ์ของเราตกหล่นอยู่บนโต๊ะอาหาร โต๊ะกินข้าวหรือจานข้าวเรารู้สึกว่ารังเกียจต้องเอาผมเส้นนั้นปัดทิ้งออกไป เราพิจารณาดูว่าเมื่อมันแยกจากกายนี้ มันไม่ใช่ของของเรา ซึ่งมันก็ไม่ใช่ของของเราตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่เราหลงไปยึด ไปเกาะว่าเป็นตัวเรา ของเรา พอเราไปยึดกับกายมากเข้า ห่วงร่างกายมากเข้า เกาะเกี่ยวร่างกายมากเข้า ความรู้สึกที่เกาะเกี่ยวผูกโยงกับกายมันยิ่งทำให้สายโยงใยของจิตมีความแนบ มีความแน่นหนา ยิ่งเรายึดกับความเป็นมนุษย์มากเท่าไหร่ โอกาสที่เรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็มีมากเท่านั้น
แต่เมื่อไหร่เช่น พระอริยเจ้านับตั้งแต่พระโสดาบันเมื่อท่านเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ท่านพิจารณาตัดร่างกาย พิจารณาความตาย พิจารณาความไม่เที่ยง มีอารมณ์จิตที่เริ่มตั้งอารมณ์ไว้ที่พระนิพพานเป็นที่สุด เป็นที่ไปเป็นที่ตั้ง ความยึดในความเป็นมนุษย์ก็เบาบางลง สายโยงใยของจิตกับร่างกายขันธ์5กายเนื้อมันก็บางลง ดังนั้นชาติภพของพระโสดาบัน จึงเหลือเพียงแค่7 ชาติบ้าง 3 ชาติบ้าง 1 ชาติบ้าง หรือตัดไปนิพพานเลย
ดังนั้นเหตุผลในการที่เราพิจารณาตัดกายแยกกายแยกจิต แยกรูป แยกนาม พิจารณาตัดขันธ์5 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติเพื่อมรรคผลพระนิพพาน จะเป็นสายการปฏิบัติใด แม้ว่าจะเป็นสายของพระอาจารย์ที่อยู่ในป่า ครูบาอาจารย์ในดง สายอภิญญาหรือสายมโนมยิทธิก็ดี ความสำคัญของการตัดกาย ตัดขันธ์5 มีความสำคัญอย่างยิ่งตอนนี้ก็ให้เราพิจารณาทำความเข้าใจเจริญจิตตัดว่าร่างกายขันธ์ 5 ให้มากที่สุด ให้ลึกที่สุด เท่าที่จะพิจารณาได้พิจารณาแยกกอง ม้างกาย ออกมาเป็นอาการทั้ง32 เอาเท่าที่เรามีกำลังสติปัญญาจะพิจารณา แต่เราทำในภาคทิพย์ กำหนดจิตเห็นกายทิพย์ อธิษฐานจิต ขอบารมีพระพุทธเจ้า ขอครูบาอาจารย์ ทั้งสายหลวงปู่มั่น สายพระป่าก็ดี สายอภิญญาหลวงปู่เทพโลกอุดรก็ดี สายมโนมยิทธิหลวงพ่อฤาษีก็ดี ขอท่านเมตตาปรากฏพร้อมด้วยสมเด็จองค์ปฐม ยกอาทิสมันกายจิตข้าพเจ้าขึ้นไปบนพระนิพพาน จากนั้นกำหนดว่าเราอยู่เบื้องหน้าพระกราบพระด้วยความเคารพกราบครูบาอาจารย์พระเถระทุกท่าน ด้วยความนอบน้อมความเคารพ จากนั้นอธิษฐานจิตขอท่านพาทำ พานำในการแยกกองขันธ์ 5 ม้างกายอาการทั้ง32 อธิษฐานให้เห็นกายเนื้อของเรา เป็นซากศพกองอยู่เบื้องหน้า กายพระวิสุทธิเทพ พิจารณาเห็นกายเนื้อ เห็นซากศพที่เป็นกายเนื้อ พิจารณาว่ามันสวยงาม หรือมันสกปรก กายเนื้อเทียบกับกายทิพย์ต่อให้กายเนื้อยังมีชีวิตมีความผ่องใสเต็มที่ ก็ไม่มีทางเทียบกับกายทิพย์หรือกายพระวิสุทธิเทพได้
ความสว่าง ความใส ความเรียบเนียน ความมีแสงสว่าง ความมีประกาย กับกายเนื้อที่มีความหยาบ มีรอยเหี่ยวย่น มีรูขุมขน มีผิวที่ไม่เรียบ มีรอยด่าง รอยดำ รอยกระ มีมลทินเครื่องเศร้าหมอง มีสิ่งที่เรียกว่าปฏิกูลคืออุจจาระ ปัสสาวะเมือก มูต ทั้งหลาย เมือก ไคลทั้งหลาย ออกมาจากทวารทั้ง7 หูก็มีขี้หู ตาก็มีขี้ตา จมูกก็มีขี้มูก ปากก็มีน้ำลายเสมหะ รูขุมขนก็มีขี้ไคล ทวารหนักก็มีอุจจาระ ทวารเบาก็มีปัสสาวะ ผิวหนังก็มีเหงื่อ ที่มีความสกปรกเหนียวเหนอะหลั่งไหลอยู่ พิจารณาดูว่าร่างกายขันธ์ 5 นี้ เรายินดีที่จะมีร่างกายอีกมั้ย หรือพอกันทีกับการมีร่างกายนี้ พอพิจารณาแล้วก็กำหนดหมดต่อไปให้เห็นกายที่เป็นกายเนื้อนี้มันอยู่ในสภาวะของความตายมาถึงมีความเน่าเปื่อยผุพังค่อยๆเกิดความเน่าเกิดความเขียวคล้ำ เกิดมีหนอนชอนไช เกิดความบวมอืดขึ้น จากกายเนื้อที่มีความสวยงามพอดูได้บ้าง กลายเป็นซากอสุภะ ที่มือกางตีนกางเป็นศพที่ขึ้นอืด มีสีคล้ำบ้าง สีดำบ้าง สีเข้มน้ำตาลเข้มบ้างทั่วกาย ลิ้นจุกปากหน้านี้จุกไปด้วยน้ำเหลืองน้ำหนองที่มันพอง ลมในท้องมันขยายตัว อืดมือกาง ตีนกาง เราพิจารณาให้เห็นว่าสภาพกายมันก็เป็นเช่นนี้ ถ้าเราอยู่ในสภาวะกายแบบนี้ จิตเข้ามาสิงกายที่มันบวมขึ้นอืด ไปหาคนที่เรารักที่สุด เค้าก็วิ่งหนี หาพ่อหาแม่เค้าก็ไม่ต้อนรับ ไปหาคนรักสามีภรรยาหรือลูก สามีภรรยาหรือลูกก็หวาดกลัวไม่มีใครเอา สรุปเค้ารักเราที่กายหรือรักเราที่ไหน เค้ารักเราจริงหรือเปล่า เรายึดมั่นถือมั่นกับกายนี้แค่ไหน พิจารณาต่อไปว่าแม้ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงแก้อารมณ์ของพระภิกษุรูปหนึ่ง ที่หลงรักนางงามที่เป็นหญิงงามเมืองที่ถือว่างามที่สุดในยุคสมัยนั้นนางนั้นเกิดเสียชีวิต พระพุทธเจ้าก็ขอให้เก็บศพไว้ พอเก็บศพไว้วันแรกก็ถามว่ามีใครเอามั้ยก็ไม่มีใครเอาเพราะความสวยงามนั้นไม่มีชีวิตแล้ว พอ 2 วันผ่านไปก็ยิ่งไม่มีใครเอา 3 วันศพเริ่มมีกลิ่นก็ยิ่งไม่มีใครเอา พอ 5 วัน 6 วัน 7 วัน มือกาง ตีนกาง คราวนี้สภาพที่สวยที่สุดมันก็เป็นสภาพที่เป็นอสุภะที่สุดก็คือมีความน่ารังเกียจที่สุด มีความเน่าเหม็นมากที่สุด พระภิกษุรูปนั้นเห็นก็เลยพิจารณาได้ ปลงจากขันธ์ 5ร่างกาย ปลงจากความลุ่มหลงในรูปของเพศองค์ตรงกันข้าม พออารมณ์จิต พิจารณาพลิกเช่นนี้ก็บรรลุธรรม บรรลุอรหัตผล จากการที่ละวางร่างกาย ตัดกายเห็นสภาพสภาวะ ตามความเป็นจริงของร่างกาย ขันธ์ 5
ตอนนี้ก็ให้เราเห็นกายของเรา อยู่ในสภาวะขึ้นอืด บวม มือกาง ตีนกาง ลิ้นจุกปาก หน้าอืดบวม ตาโปนพองออกมาด้วยแรงดัน จนกระทั่งเมื่อมันดันมาก ลมดันมาก ผิวหนังมันปริแตก พอแตกก็มีน้ำเหลืองน้ำหนองทะลักออกมาจากผิวหนัง หนอนทะลักออกมาจากทั่วกายทั้งหมด ชอนไชทั่วกายนี้จนกระทั่งเหลือแต่โครงกระดูกโครงกระดูกที่เป็นสีน้ำตาล มีสีดำจากเนื้อ น้ำเหลือง น้ำหนอง ที่แห้งกลังติดอยู่พอผ่านไปหนอนชอนไชบ้าง สภาพสภาวะอากาศมันพัดพาให้คราบสภาวะนั้นมันค่อยๆหลุดร่อนสลาย จุลินทรีย์เชื้อราต่างๆแบคทีเรียต่างๆมันแทะกินเนื้อที่มันเน่าไปจนหมด จนเหลือแต่โครงกระดูกขาวโพลนปรากฏ
กำหนดพิจารณาเห็นโครงกระดูก พิจารณาว่าโครงกระดูกที่เห็นนี้ มันเป็นตัวเราของเรามั้ย มันมีเค้าโครงของความเป็นตัวเราอยู่มั้ย แล้วก็พิจารณาต่อไปอีกว่าในเพศตรงข้ามก็ดี ต่อให้สวยที่สุด หล่อที่สุด เพียงใดพอถึงเวลาที่ตายจนถึงจุดนี้จะหล่อแค่ไหนสวยแค่ไหนมันก็เป็นโครงกระดูกเหมือนกันหมด อัฏฐิ อัฏฐัง พิจารณาดูแล้วก็ปลง ว่าการมีร่างกายนี้ สรุปแล้วมันเป็นความหลง เราจะเลิกหลงในร่างกาย พอพิจารณาเสร็จ อธิษฐานให้เห็นโครงกระดูกของกายเราที่มันเคยทอดทิ้งไว้ในโลก ในจักรวาล ในสังสารวัฏนี้ ขอให้เห็นโครงกระดูกทุกชาติภพที่เราเคยเกิดเป็นมนุษย์ ขอจงปรากฏมากมายเท่าไหร่ก็ขอจงปรากฏ กับความเป็นทิพย์ของจิต อธิษฐานนะ เห็นมั้ยมีร่างเดียวเป็นโครงกระดูกโครงเดียวหรือมีกองเป็นภูเขาสูงพะเนินเทินทึกกำหนดพิจารณาว่าโครงกระดูกของชาติภพที่ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์มันกองสูงยิ่งกว่าภูเขาที่สูงที่สุดคือเขายอดเขาเอฟเวอเรส เขาไกรลาศนั้น
โครงกระดูกที่กองเป็นภูเขามันก็สูงกว่า ให้เราพิจารณาปลงสังเวชในการเกิดว่า เรานี้หลงเกิด หลงตาย หลงกายเนื้อนี้ มากี่ภพ กี่ชาติ เราพิจารณาว่าพอกันทีมั้ย กับการมีร่างกายขันธ์ 5 แบบนี้ พิจารณาว่า เราหลงกอดโครงกระดูก หลงรักโครงกระดูก หลงยึดอยู่กับโครงกระดูกนี้ มานานแค่ไหน เรากำหนดพิจารณาดู แล้วก็กำหนดดูต่อไปว่าถ้าพิจารณาดูโดยละเอียด ให้มิติของกาลเวลามาซ้อนทับกัน ไม่มีพื้นที่ใดบนโลก ที่ไม่มีซากศพ ที่ไม่มีความตาย ที่ไม่มีโครงกระดูกมนุษย์หรือสัตว์ เป็นขั้วโลกเหนือ เป็นขั้วโลกใต้ เป็นใต้มหาสมุทร บนผืนแผ่นดิน มันมีโครงกระดูกทับถมของชีวิตของจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ เห็นวัฏฏะสงสารนี้ เห็นมรณาที่มันเกิดขึ้นกับสรรพสัตว์ทั้งหลายในวัฏฏะสงสารนี้ พิจารณาสงสารจิตของเรา ที่หลงเวียนว่ายตายเกิดมากมาย ภพภูมินับไม่ถ้วนในสังสารวัฏนี้ พิจารณารู้ตื่นรู้แจ้งที่จะนำพาจิตของเราพ้นจากวัฏฏะสงสารนี้
กำหนดพิจารณาว่า ขอความไม่เกิดชาตินี้จงเป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า จิตของข้าพเจ้าตั้งไว้กับพระนิพพานเป็นที่สุด จากนั้นกำหนดจิตตัดชาติภพจบชาติ จิตไม่ขอยึด ไม่ขอเกิดอยู่ในภพใดภูมิใดในวัฏฏะสงสารนี้ต่อไป จากนั้นอธิษฐานจิตพิจารณาเห็นองค์พระพุทธองค์สมเด็จองค์ปฐมลอยเด่นเป็นประธานพั่งพร้อมด้วยพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ กำหนดน้อมจิตว่าเราขออยู่กับพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานนี้ละจิตเกิดปัญญาสว่างรู้แจ้งรู้ตื่น เราไม่ใช่ร่างกายขันธ์5 ขันธ์5ไม่ใช่ตัวเราของเรา ปล่อยวางจากร่างกาย สงบระงับจากความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายจิตปล่อยวางกายให้ได้เร็ว ดับให้ลง ปลงให้เร็วที่สุด ปัญญารู้แจ้งให้เร็วที่สุด กำหนดให้เห็นกายพระวิสุทธิเทพสว่างผ่องใสที่สุด จิตยินดีกับพระนิพพาน ยินดีกับมรรคผลมากที่สุด ทรงสภาวะที่จิตยินดีกับพระนิพพานเสวยอารมณ์ที่เรียกว่าวิมุตติ เสวยอารมณ์พระนิพพาน นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง กายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างผ่องใส แพรวพราว ระยิบระยับ กายพระวิสุทธิเทพยิ่งใส อารมณ์จิตยิ่งเบิกบาน ยิ่งเป็นสุข กำลังความเป็นทิพย์ของจิตรัศมีกายยิ่งสว่าง จิตยิ่งเป็นสุขมากเท่าไหร่ เกิดสภาวะความแพรวพราวระยิบระยับมากเท่าไหร่ จิตตานุภาพความเป็นทิพย์ของจิตยิ่งปรากฏยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเพียงนั้น จิตยิ่งสะอาดจากกิเลสมากขึ้นเพียงนั้น ดังนั้นในความเข้าถึงมรรคผล ผลพลอยได้ก็คืออภิญญา
อภิญญาก็คือผลจากกำลังความเป็นทิพย์จากจิตตานุภาพ ยิ่งปล่อยวางมาก จิตยิ่งมีความสุข จิตยิ่งมีความสุขยิ่งปรากฏความเป็นทิพย์ ยิ่งปรากฏความเป็นทิพย์ ก็ปรากฏอภิญญา เมื่อมุ่งโดยตรงก็คือมุ่งที่มรรคผลพระนิพพาน อภิญญาก็เป็นของพลอยได้ ถ้าไปมุ่งในการปฏิบัติจะเอาอภิญญา วิปัสสนูปกิเลสก็มา มรรคผลก็พลอยไม่ได้ อันนี้จำไว้นะ ปฏิบัติเพื่อมรรคผล อภิญญาก็ได้มา แต่ถ้าเมื่อไหร่ปฏิบัติจะเอาอภิญญา วิปัสสนูปกิเลสก็มา มรรคผลก็ไม่ได้
ตั้งอารมณ์จิตให้ตรงเป็นสัมมาทิฐิ ตั้งอารมณ์จิตให้ให้ตรง อยู่ในไตรสรณคมน์ ตั้งอารมณ์จิตให้ตรงอยู่กับมรรคผลพระนิพพาน ทรงสภาวะทรงอารมณ์ในอารมณ์ของพระนิพพาน นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง พร้อมกับทรงสภาวะที่กายพระวิสุทธิเทพสว่างที่สุดผ่องใสที่สุด เจิดจรัสที่สุดกำหนดว่าเราอยู่กับพระพุทธองค์นะ อยู่บนพระนิพพานนะ เวลาที่ทรงอารมณ์อยู่บนพระนิพพาน เราก็จงมีปัญญาทำความเข้าใจว่าเราฝึกเพื่อให้จิตเกิดธรรมฉันทะกับพระนิพพาน รักในพระนิพพาน มั่นคงในพระนิพพานเป็นหนึ่งเดียวอยู่กับพระนิพพาน ยิ่งอยู่นานต้องเกิดอารมณ์ที่ยินดี พึงพอใจคือธรรมฉันทะ ไม่ใช่ว่าขึ้นมาแล้วมันมีอารมณ์เบื่อ อารมณ์เบื่อที่ควรจะเกิดขึ้น ก็คืออารมณ์เบื่อที่จะยกจิตไปเที่ยวที่นั่น ที่นี่ ที่นู่น เบื่อที่จะไปพบของความเป็นเทวดา เบื่อที่จะไปเที่ยว ดูสวรรค์ วิมานที่เทวดา อากาศเทวดา หรือพรหม หรือไปเที่ยวเล่นที่ป่าหิมพานต์หรือไปดูพญานาค อารมณ์จิตเมื่อไหร่ที่เราแนบ เราจะมีอารมณ์ที่ปรารถนายกจิตขึ้นมาอยู่บนพระนิพพานเพียงจุดเดียว เมื่อไหร่ที่อารมณ์จิตไม่อยากไปที่อื่น มีกำลังมโนมยิทธิคล่องเต็มที่ก็จริงแต่ไม่อยากไปไหน อยากไปพระนิพพานที่เดียวก็ถือว่าเราเข้าถึงเอกัคคตารมณ์กับพระนิพพาน จิตเป็นหนึ่งอยู่กับพระนิพพาน
เมื่อไหร่ที่จิตเป็นหนึ่งอยู่กับพระนิพพานก็ถือว่า ความมั่นคงความตั้งมั่น มันมีสูง การที่เราจะเข้าถึงพระนิพพานชาตินี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินวิสัย แต่เราก็ต้องไม่ละเว้นซึ่งความเพียร ต้องไม่ประมาท ต้องปฏิบัติด้วยความสม่ำเสมอ ยิ่งปฏิบัติยิ่งก้าวหน้า ยิ่งปฏิบัติยิ่งผ่องใส ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งคล่องตัว ทรงสภาวะอยู่บนพระนิพพาน กายพระวิสุทธิเทพสว่างอย่างยิ่ง เมื่อทรงสภาวะดีแล้ว ลำดับต่อไปเราก็อธิษฐานนะ น้อมบุญกุศลจากการเจริญวิปัสสนาญาณ สมถะ พระกรรมฐานที่เราทำไว้ในอารมณ์สูงสุดแห่งการปฏิบัติก็คืออารมณ์พระนิพพาน ปฏิบัติเพื่อมรรคผล ข้าพเจ้าขออาราธนากระแสบุญบารมีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอรหันต์ทุกพระองค์บนพระนิพพานน้อมเป็นกระแสบุญศักดิ์สิทธิ์จากพระนิพพานน้อมเป็นกระแสแห่งพุทธเมตตาอันไม่มีประมาณแผ่เมตตาลงไปยังสังสารวัฏ แผ่เมตตาลงไปบนโลก ในวัฏฏะสงสารนี้ นับตั้งแต่อรูปพรหมทั้ง 4 พรหมโลกทั้ง16ชั้น อากาศเทวดาทั้ง 6 ภพของรุกขเทวดา เทวดาที่มีวิมานบนต้นไม้อันมีแก่น แผ่เมตตาลงไปยังภูมิเทวดา พระภูมิเจ้าที่ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขา ทั้งหลาย เทวดาที่พิทักษ์รักษาเขตทั้งหลายแผ่เมตตาต่อไปยังภพกลาง ภพของมนุษย์ อันได้แก่มนุษย์และสัตว์ที่มีกายเนื้อ แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายมนุษย์และสัตว์ที่มีกายหยาบกายเนื้อทั่วทั้งโลกใบนี้ และทุกดวงดาวทั่วอนันตจักรวาล แผ่เมตตาต่อไปยังภพของโอปปาติก สัมภเวสี จิตวิญญาณที่เร่ร่อนอยู่บนโลก เร่ร่อนอยู่ในจักรวาล เร่ร่อนอยู่ในดวงดาวต่างๆ ไปจนถึงมิติที่ทับซ้อน เมืองบังบด ลับแล สรรพสัตว์ทั้งหลาย ดวงจิตทั้งหลายที่ติดอยู่ในมิติ ติดอยู่ในภพหลงในภพ ขอกระแสบุญกุศลจงชี้ทางสว่างปรับภพภูมิให้ แผ่เมตตาต่อไปยังภพของเปรต อสูรกาย ปีศาจทั้งหลายสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เสวยวิบาก เป็นเปรตบ้าง อสูรกายบ้าง ขอจงพ้นจากความทุกข์ แผ่เมตตาต่อไปยังภพของบรรดาสัตว์นรกทั้งหลายที่เสวยทุคติจากอกุศลกรรมในนรกภูมิทุกขุม ลึกที่สุดจนถึงอเวจีและโลกันตมหานรกเป็นที่สุด ขอสรรพสัตว์ทั้งทั้งหลายจงคลายตัว จงโมทนาบุญเมื่อถึงวาระที่สามารถโมทนาบุญได้ จากนั้นขอบารมีสมเด็จองค์ปฐมปรากฏปรากฏเป็นพุทธนิมิตสมเด็จองค์ปฐมทรงเครื่องจักรพรรดิเต็มกำลังเปิดโลกแผ่เมตตาไปยังทั้งสังสารวัฏนี้ จิตเราน้อมเข้าถึงกระแสเชื่อมกระแสกับพระพุทธเมตตาอันไม่มีประมาณ ขอกระแสจิตของข้าพเจ้าที่เชื่อมกับองค์พุทธะ สมเด็จองค์ปฐม ขอให้ข้าพเจ้ามีกำลังเปิดโลก เปิด3ภพภูมิ ในการโปรดสรรพสัตว์ในสังสารวัฏนี้ด้วยเทอญ ด้วยกำลังของพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพสังฆานุภาพ แผ่เมตตาสว่าง จิตสว่างอย่างยิ่ง เมตตาอย่างยิ่ง สงบเย็นอย่างยิ่ง แผ่บุญอย่างไม่มีประมาณ แผ่กระแสของเมตตาอันไม่มีประมาณ บุญก็คือทรัพย์ของกายทิพย์ คนที่มีบุญมากก็มีทรัพย์มาก เมื่อมีทรัพย์มากก็สามารถจ่ายแจกให้กับจิตดวงอื่นได้มาก ดังนั้นการที่จิตดวงใดจะสามารถแผ่เมตตาได้ จิตดวงนั้นก็ต้องมีมีบุญก่อน คนที่แผ่เมตตาไม่ได้ก็เพราะกำลังของบุญเค้ายังน้อย ไม่เคยฝึกไม่เคยเจริญพระกรรมฐาน พอบุญน้อยก็แจกไม่ได้มากคนที่มีบุญมากคือมีทรัพย์ของจิต เป็นอริยทรัพย์ เราก็สามารถที่จะแผ่เมตตา คือจ่ายแจกทรัพย์คือบุญให้กับจิตดวงอื่นได้มากมากมาย แล้วก็มีขอบเขตความไกลความกว้างที่จะแผ่เมตตาได้มากกว่าคนที่เมีจิตตานุภาพมีกำลังบุญมีบารมีน้อยกว่า ยิ่งปฏิบัติบารมียิ่งเพิ่มพูนจิต ยิ่งมีความแก่กล้า จิตยิ่งมีกำลังของกุศลเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ พอกำลังของกุศลเพิ่มพูนขึ้นมากเข้ามากเข้า มันก็ไปสลายมันก็ไปหักล้างกับจิตที่มันไปใฝ่ไปคิดในอกุศล เหมือนแสงสว่างปรากฏขึ้นฉันใดความมืดมันก็หายไปฉันนั้น แสงสว่างแห่งกุศลสว่างเจิดจรัสมากเท่าไหร่ ความมืดแห่งอกุศลมันก็สลายหายไปฉันนั้น ดังนั้นเมื่อจิตเราอยู่ในกุศล อกุศลมันก็ดับพอเราดับอกุศลมากเข้า นานเข้า อกุศลมันก็ห่างหาย นิวรณ์ 5 มันก็ห่างหาย ความรักโลภโกรธหลงทั้งหลาย มันก็ห่างหาย มันก็กลายแต่เป็นกำลังของบุญเป็นกำลังของกุศลแต่เพียงฝ่ายเดียวอันนี้คือการตัดด้วยจิต คือใช้กำลังของจิตใช้กำลังของฌาน ใช้กำลังของเมตตา มาสลายล้างดับอวิชชา ดับอกุศล ดับชาติภพ การใช้กำลังของเมตตาในการตัดในการพิจารณาเห็นโทษภายในสังสารวัฏเราจึงแผ่เมตตาเพราะเห็นทุกข์ในสังสารวัฏ ปัญญามันเกิดความรู้แจ้งเกิดความเข้าใจความทุกข์ในสั่งสารวัฏ ทำไมพระพุทธองค์ ทำไมพระโพธิสัตว์ถึงมีหน้าที่สำคัญคือรื้อขนมวลสรรพสัตว์ออกจากทุกข์ ออกจากสังสารวัฏ พอเราเข้าใจอย่างกระจ่างเราก็นำพาจิตเราพ้นจากสังสารวัฏเรียกว่า เมตตาเจโตวิมุตติ จิตวิมุตติหลุดพ้นด้วยกำลังแห่งเมตตาฌาน กำหนดน้อมใจของเราให้เปล่งประกายสว่าง กายพระวิสุทธิเทพของเราตอนนี้สว่างเจิดจ้าอย่างยิ่ง ขอแสงสว่างรัศมีแห่งความเมตตาส่องสว่างกลางใจของสรรพสัตว์ นำความรู้ตื่นนำกระแสสัมมาทิฏฐิ นำกระแสบุญความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ดวงจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วทั้งสังสารวัฏนี้ด้วยเทอญ กายทิพย์กายพระวิสุทธิเทพยิ่งสว่างขึ้นใสขึ้น ใจเรายิ่งอิ่มยิ่งสว่างยิ่งเต็ม จากนั้นนะอาราธนากระแสจากพระนิพพานคลุมลงมายังโลกขอจงเกิดความสุขสงบสันติร่มเย็นอุดมสมบูรณ์ ขอจงเกิดสันติสุขสันติภาพความร่มเย็นขอจงเข้าสู่ยุคชาววิไลทั้งโลก น้อมกระแสบุญลงมานะคลุมประเทศไทยทั้งหมดขยายขอบเขต ขออนาคตังสญาณจงปรากฏ ขอเห็นภาพแผนที่ประเทศไทยในยุคไทยมหารัฐจงปรากฏ ขอให้เห็นขอบเขตดินแดนที่เป็นดินแดนสุวรรณภูมิในยุคของไทยมหารัฐ น้อมกระแสบุญลงมานะ ขอให้ยุคแห่งไทยมหารรัฐนี้ ดินแดนทั้งหมดสุวรรณภูมินี้จงเป็นเขตจารึกพระพุทธศาสนา ให้ผู้ที่อยู่อาศัยในดินแดนนี้จะเป็นเชื้อชาติใดก็ดี จะมาจากประเทศใด ชนชาติใดแต่ก่อนก็ดี ขอให้รู้ตื่นในความเป็นไทย ขอให้รู้ตื่นในบุญกุศล ขอให้พลอยได้รับลิ้มรสกระแสแห่งธรรมในพระพุทธศาสนาได้รับประโยชน์ ได้รับความสุข ได้รับกระแสปัญญาในธรรม จนเข้าถึงซึ่งมรรคผล ตามวาสนาบารมีของแต่ละบุคคลกำหนดจิตขอบารมีพระตรึงเป็นกำลัง ขอภาพยันต์เกราะเพชรแผ่คลุมอาณาเขตอาณาบริเวณทั้งหมด ขอกำลังพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพแห่งยันต์เกราะเพชรก็ดี แห่งธงมหาพิชัยสงครามก็ดี ขอกำลังแบ่งพระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้าคุ้มครองปกป้องทหารหาญทุกคน ตำรวจทหารอาสา ตลอดจนจิตอาสาทั้งหลายที่ช่วยทรงกำลังสนับสนุนให้ปลอดภัยจากภัยสงครามทั้งปวงชาวบ้านทั้งหลายปลอดภัย ขอยันต์เกาะเพชรธงพิชัยสงครามปกฎคลุมกายทหารทุกคนมงกุฎพระพุทธเจ้าองค์พระครอบบนทหารทุกคนขอให้ปลอดภัยคงกระพันชาตรีแค้วคลาดจากพยันอันตรายทั้งปวงขอจงเกิดมหาสะท้อนขอจงเกิดชาตรีขอให้เกิดลูกเบา ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัย ขอบารมีพระคุมเมื่อเราอธิษฐานให้ชาติบ้านเมืองแล้ว ต่อไปก็อธิษฐานให้เขตพระพุทธศาสนา ขอกระแสจากพระนิพพานส่องตรงลงมายังวัดวาอารามทุกแห่งสถานปฏิบัติธรรมทุกแห่งดวงจิตของพุทธบริษัท 4 ขอจงเข้าถึงกระแสของสัมมาทิฐิ สัมมาสมาธิ สัมมาปัญญา สัมมาปฏิบัติ ขอจงเข้าถึงความบริสุทธิ์หมดจดได้ลิ้มรสกระแสแห่งมรรคผลในธรรม ขอให้เข้าถึงทั้งฆราวาสธรรมก็ดี ขอให้เข้าถึงธรรมอันมีความละเอียด ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมอันเป็นไปเพื่อความวิมุตติหลุดพ้น คือมรรคผลพระนิพพานขอจงปรากฏกระจ่างแจ้งในธรรม
ขอกระแสแห่งพระนิพพานสลายล้างกระแสอกุศลจิตที่แทรกที่ซึมที่เป็นจิตมารมาอาศัยอยู่ในจิต ของพระเณรหรือแม้แต่อุบาสก อุบาสิกา ฆราวาสทั้งหลายขอจงสลายออกไปให้หมด ความเป็นอลัชชี คนที่พลาดพลั้งไปด้วยความไม่รู้ ก็ขอให้รู้ตื่นขอให้มีผู้มาตักเตือนผู้เจตนาเป็นอลัชชี เข้ามาเอารัดเอาเปรียบทำลายเซาะคลอนพระพุทธศาสนาก็ขอให้เกิดมหาสะท้อนขอให้แพ้ภัยตนเอง ขอให้เทพยดาท่านเมตตาสงเคราะห์ให้บุคคลทั้งหลายที่เป็นภัยเป็นโทษต่อพระพุทธศาสนา ต่อศรัทธาของพุทธบริษัท 4 จงหลุดออกไป จากพระพุทธศาสนา ขอพระพุทธศาสนาจงยังความบริสุทธิ์ ผุดผ่องความสะอาด ความสว่าง ความสงบร่มเย็น ร่มโพธิ์จงปรากฏเป็นร่มเงาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ดับ ได้คลายจากความทุกข์ ขอกระแสธรรมะอันสงบชุ่มเย็น ได้หลั่งไหลหล่อเลี้ยงให้ชาวธรรมทั้งหลายได้สัมผัสความเย็นความสงบของธรรม จนจิตเกิดธรรมฉันทะปรารถนาในการปฏิบัติ ปรารถนาในความสงบ ปรารถนาในกุศล ปรารถนาในมรรคผลพระนิพพาน จากนั้นตั้งจิตอาราธนา กระแสบุญจากพระนิพพานลงมา ปกคลุมคุ้มครององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ตลอดจนผู้ที่สร้างทำคุณประโยชน์และช่วยกันพิทักษ์รักษา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขอกระแสบุญน้อมรวมลงมาอย่างดวงจิตของพระสยามเทวาธิราชทุกพระองค์ ดวงพระวิญญาณของบูรพมหากษัตราธิราชเจ้าทุกพระองค์ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษทหารหาญกล้าในทุกสมรรภูมินับตั้งแต่อดีตในอาณาจักรสุโขทัย ธวาราวดี ไล่มาจนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน ขอท่านที่ปกปักรักษาชาติรักษาแผ่นดินจงปรากฏบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพพฤทธิ์เต็มกำลังด้วยเทอญ
น้อมกระแสบุญนะต่อมานะน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา บูชาคุณพ่อแม่ทั้งในอดีตชาติและก็ปัจจุบันท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย เทพพรหมเทวาทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้มีพระคุณเทพพรหมเทวาที่ปกปักรักษาข้าพเจ้าแต่ละบุคคล ขอให้ท่านทั้งหลายมีบุญญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เทพฤทธิ์ ขอให้ท่านทั้งหลายเจริญพระกรรมฐานพร้อมกันกับข้าพเจ้าและโมทนาบุญ ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าถึงมรรคผล เข้าถึงพระนิพพานได้ในที่สุด ขอท่านทั้งหลายจงเจริญในธรรม กำหนดนะ คราวนี้กายพระวิสุทธิเทพเราสว่างใส ขอให้เห็นเทวดา พรหม ที่คุ้มครองเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่เราเจริญพระกรรมฐาน ยิ่งเราปฏิบัติมากเท่าไหร่ก็มีเทวดาพรหม ท่านมาคุ้มครองมากเท่านั้น ยิ่งมีเทวดาพรหมมาคุ้มครองมากเท่าไหร่มาโมทนาบุญกับเรามากเท่าไหร่ เราก็มีความปลอดภัยจากอวิชชาก็ดี จากวิปัสสนูปกิเลสก็ดี จากพยันอันตรายทั้งหลายก็ดี จากอวิชชาคุณไสย มนต์ดำทั้งหลายเรายิ่งมีเทวดาพรหมสัมมาทิฐิ คุ้มครองมาก เรายิ่งปฏิบัติก็ยิ่งก้าวหน้า จากนั้นเมื่อเราเจริญพระกรรมฐานจนสมควรกับเวลา ก็น้อมจิตกราบลาทุกท่านทุกๆพระองค์บนพระนิพพานจากนั้นพุ่งจิตลงมาเป็นลำแสงสว่างจิตพุ่งบลงมายังกายเนื้อขันธ์ 5 อาราธนา กระแสบุญจากกพระนิพพานลงมาฟอกร่างกายธาตุขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังจงกลายเป็นแก้วใสโครงกระดูก ทั่วร่าง เส้นเอ็นทั่วกาย หลอดเลือดทั่วร่าง จงกลายเป็นแก้วใสสะอาดบริสุทธิ์เซลล์ทุกเซลล์กล้ามเนื้อทุกส่วนอาการทั้ง 32 จงกลายเป็นแก้วใส เชื้อโรค เซลล์มะเร็ง เซลล์เนื้องอก เซลล์ที่ผิดปกติการทำงานของร่างกายขันธ์5อวัยวะที่ผิดปกติจงคลายตัวจงสลายตัวไปขอให้มีแต่กำลังบุญกุศลหล่อเลี้ยงรักษาธาตุขันธ์ มีบุญหล่อเลี้ยงธาตุขันธ์ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์ร่างกายสะอาดบริสุทธิ์หมดจดกระแสความเป็นทิพย์หลั่งไหลหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายบุญกุศลปกคลุมคุ้มครองร่างกายขันธ์5 พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ คุ้มครองร่างกายขันธ์ 5 กายจิตเป็นสุขผ่องใส กายจิตเบิกบานเป็นกุศล จากนั้นน้อมจิตโมทนาบุญกับเพื่อนกัลยาณมิตรทุกคนที่เจริญพระกรรมฐานร่วมกันทั้ง 76 ท่านและที่มาเจริญกรรมฐานฟังต่อปฏิบัติต่อในภายหลัง ขอให้ได้รับบุญกุศลพร้อมทุกอย่างทุกประการร่างกายและจิตผ่องใสสว่าง ธาตุธรรมฟอกธาตุขันธ์
ขอให้ร่างกายนี้เป็นที่สัปปายะ ควรกับการปฏิบัติการสร้างกุศลการสร้างความดีบำเพ็ญบารมีทั้ง30ทัศบำเพ็ญการให้ทานการรักษาศีลการเจริญภาวนา เราพิจารณาว่าร่างกายนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างกุศลความดี ในภพนี้ชาตินี้ เราเมตตาแผ่เมตตาให้กับขันธ์5 ร่างกายนี้ ขอเธอจงเป็นสุขขอเธอจงมีความคล่องตัว ขอเธอจงเป็นผู้ที่มีอายุวรรณะสุข พละ มีความผ่องใสมีความแข็งแรง แผ่เมตตาให้กับตัวเราเอง แต่เมื่อไหร่ที่เราตายจากร่างกายนี้หมดเวลาหมดวาระหมดอายุขัยจากขันธ์5นี้ เราก็ขอพอกันที ขอไม่มีร่างกายนี้อีกต่อไป เมื่อพิจารณาดีแล้ว ปลงสังขารร่างกายดีแล้ว แผ่เมตตาให้กับร่างกายนี้แล้ว เราก็ค่อยๆถอนจิตช้าๆจากสมาธิหายใจเข้าช้าลึกยาวพุทธ ออกโธ ครั้งที่ 2 หายใจเข้าช้าลึกยาว ธัมโม หายใจเข้าช้าลึกยาวครั้งที่ 3 สังโฆ ถอนจิตช้าๆจากสมาธิด้วยจิตอันเป็นสุขก็ขอให้เราทุกคนมีความสุขความเจริญในธรรมวันนี้ก็ถือว่าเป็นสัปดาห์สุดท้ายที่เราเจริญพระกรรมฐานของปีนี้ก่อนที่จะเข้าถึงปีใหม่ว
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคมก็จะเป็นวันที่พระอาจารย์ท่านเจ้าอาวาสท่านมาที่บ้านสายลมก็ได้เวลาที่เราจะถวายมหาสังฆทานร่วมกันอีกครั้ง ในวาระที่รับปีใหม่ให้เกิดความเป็นสิริมงคล เป็นปฐมทานของปีใหม่ เป็นทานใหญ่ให้กับตัวเราเองครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย แล้วก็งานสมโภชน์พระเจ้าองค์แสนดวงจิตพระนิพพานก็จะเริ่มในวันที่17 18ตั้งแต่ค่ำวันที่ 16 ก็เริ่มมีงานและขณะนี้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมาทางอาจารย์ก็ได้เดินทางไปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จปฐมในยอดพระเกตุขององค์พระ รวมทั้งมีญาติธรรมมาร่วมปิดประดับคริสตัลที่องค์พระ ตอนนี้งานประดับคริสตัลก็เกือบแล้วเสร็จ วันที่ 2 มกราคมทางโรงหล่อก็จะอัญเชิญองค์พระที่ประดับคริสตัลแล้วไปที่วัดพุทธโมกข์ จังหวัดสกลนคร แล้วก็ปิดทองที่หน้างาน แล้วก็เสร็จสำเร็จน่าจะประมาณวันที่ 5 มกราคม ก่อนที่จะเข้าสู่งานปริวาสของวัดพุทธโมกข์ในปีที่จะถึงนี้ คือมกราคม ท่านใดที่สะดวกก็ขอเรียนเชิญไปร่วมบุญกันได้ท่านไหนที่ไม่สนุกในการเดินทางก็โมทนาบุญร่วมกัน จากภาพงานบุญที่จะถ่ายทอดมาเผยแพร่ต่อไป แล้วก็สำหรับในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงสำคัญในเรื่องเหตุการณ์วาระของบ้านเมืองเรื่องศึกสงครามก็ยังไม่จบยังไม่สงบยังไม่ราบคาบอย่างแท้จริงในช่วงเวลาที่พักนี้หากท่านใดมีกำลังก็ช่วยกันส่งกองเสบียงกำลังสนับสนุนในการเติมในการฟื้นฟูทางร่างกายให้กับทหารที่เหนื่อยยากตรากตรำ อยู่ที่ชายแดน อย่าไปคิดว่าเป็นหน้าที่ของใคร คนใด คนหนึ่ง เราช่วยในสิ่งใดได้ก็ช่วยทหารบางคนที่เคารพ 24 วัน 20กว่าวัน ที่ผ่านมาบางคนใส่ถุงเท้าซ้ำอยู่คู่เดียวตลอด เสื้อผ้านี่ไม่ได้เปลี่ยนบางคนบอกว่าตั้งแต่รบพอช่วงที่พักนี่เพิ่งได้อาบน้ำครั้งแรก อันนี้ก็คือเรื่องราว ข่าวจากหน้างาน ดังนั้นในช่วงที่เขาได้พักทหารทั้งหลายได้พักถ้าเราส่งเสบียงธนุบำรุงช่วยกันขุนให้ได้อาหารที่มีคุณภาพให้มีเรี่ยวแรงฟื้นเรี่ยวแรง กลับมาเราก็ถือว่าเราช่วยประเทศชาติทางอ้อมอันนี้ก็ให้ช่วยกันกับอีกเรื่องก็ที่เป็นสิ่งที่กำลังรณรงค์ว่า นอกเหนือจากการสวดมนต์ข้ามปีนี้ถ้าเป็นไปได้เวลา 0.00น.เข้าสู่วันใหม่ปีใหม่คือจากคืนวันที่ 31 ธันวาคม เข้าสู่วันที่1 มกราคมให้ช่วยการร้องเพลงชาติให้กึกก้องเป็นกำลังใจเป็นความสามัคคีเป็นรักเป็นความรักความสามัคคีความกตัญญูต่อแผ่นดินอันนี้ก็เสริมเข้ามาสำหรับวันนี้ก็ขอโมทนาบุญกับทุกคนเราจำไว้ว่าเราปฏิบัติเราเจริญพระกรรมฐานเราสร้างความดีเราปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระนิพพานและในขณะเดียวกันเราก็ไม่ลืมว่าเราเป็นคนไทยเหตุผลที่เราเป็นคนไทยเกิดในดินแดนนี้เพราะดินแดนนี้เป็นดินแดนที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้เพื่อจารึกพระพุทธศาสนาให้ถ้วนครบ5,000ปี ดังนั้นเราจึงมาเกิดบนผืนแผ่นดินนี้เราเลยต้องมารักษาผืนแผ่นดินนี้เราต้องมารักษาสถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ให้มั่นคงสืบต่อไปจึงจะสมกับผู้ที่มีคุณธรรมผู้ที่ประพฤติธรรมสำหรับท่านที่มีความกตัญญูต่อบ้านเมืองก็ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญยิ่งขึ้นไปสำหรับวันนี้ขอโมทนาบุญกับทุกคนพบกันใหม่สัปดาห์หน้าปีหน้าขอให้ทุกคนมีแต่ความสุขมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองมีความศักดิ์สิทธิ์อัศจรรย์ในการปฏิบัติเห็นผลกันทุกคน สวัสดี
ถอดเสียงและเรียบเรียงโดย : คุณวิษุวัต ใหญ่กว่าวงศ์




